Production note สบายดี หลวงพะบาง

เธอทักว่า “สะบายดี” (สวัสดี)

 

ผมตอบว่า “สบายดี” (สบายดี)

 

แต่เราก็รู้สึกแบบเดียวกัน

สะบายดี หลวงพะบาง

Good morning Luang Prabang

5 มิถุนายน

ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

http://www.sabaideemovie.com

 

เรื่องย่อ สะบายดี หลวงพะบาง

สอน(อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) ช่างภาพหนุ่มลูกครึ่ง ถูกบ..ส่งให้ไปถ่ายรูปที่ประเทศลาว โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่เต็มใจนัก เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีเชื้อสายลาวอยู่ด้วย แต่ก็ไม่มีข้อมูลหรือเคยไปเมืองลาวเลยสักครั้งเดียว

สอนมาถึงเมืองปากเซ เขาว่างจ้างไกด์ชื่อน้อย(คำลี่ พิลาวง) พาเดินทางถ่ายรูปในแถบลาวใต้ ไปน้ำตกหลี่ผี,คอนพะเพ็ง เลยไปถึงสี่พันดอนที่เป็นเกาะแก่งในแม่น้ำโขง แต่ว่าไกด์สาวเพิ่งทำงานเป็นครั้งแรก จึงพาหลงทางไปตลอด พวกเขาต้องต่อรถ ลงเรือ  ไปที่ต่างๆ อย่างทุลักทุเล และสอนก็จำใจต้องไปบ้านเก่าของพ่อตามที่สั่งไว้  เมื่อไปถึง สอนกลับพบว่าญาติพี่น้องที่ห่างเหินกันไปเป็นสิบปีต่างจำเขาได้ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จนสอนเริ่มมองว่าลาวเป็นบ้านอีกที่หนึ่งของตน

สอนรู้สึกชอบพอน้อย เขาจึงทำดีกับเธอ แต่ทว่าเมื่อมีความสนิทสนมเกินเลยระหว่างลูกทัวร์กับไกด์ น้อยเริ่มเป็นฝ่ายถอยห่างและหลบหน้าเขาไป  สอนค้นหารากเหง้าความเป็นลาวในตัวเขาเอง และต้องหาทางพิสูจน์ให้น้อยเห็นว่าเขาไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่มาสร้างความรักเพียงชั่วคราว แล้วทิ้งเธอไปที่อื่น

 

เกี่ยวกับ สะบายดี หลวงพะบาง

“สะบายดี หลวงพะบาง”เป็นการโคโปรดักชั่นระหว่าง บริษัท สปาต้าร์ครีเอทีฟ(ประเทศไทย) กับ ลาวอาร์ตมีเดีย (ประเทศลาว)

ก่อนหน้านั้นในประเทศลาว มีการผลิตภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มากนัก แต่ล่ะปีก็มีเกินสิบเรื่อง โรงภาพยนตร์ในเมืองต่างๆ เช่น เวียงจันทร์,สะหวันนะเขต,ปากเซ,หลวงพะบาง ก็มีการฉายภาพยนตร์ของลาวและของไทยรวมทั้งประเทศอื่น

จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2518 การผลิตภาพยนตร์ก็หยุดไป เมื่อลาวเปิดประเทศอีกครั้งในปี พ.ศ.2535 มีการค้าขายกับประเทศต่างๆ แต่ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อาจจะเนื่องมาจากเครื่องมือในการผลิตภาพยนตร์ที่ยังไม่พร้อม  ตลาดภายในประเทศยังเล็กจนไม่มีผู้ลงทุน จึงมีเพียงหนังที่ถูกสร้าง โดยรัฐเพียงสามเรื่อง อันประกอบด้วย “เสียงเพลงจากทุ่งไหหิน”,“บัวแดง” และหนังจากทุนเวียดนามเรื่อง “ขรัวพญาช้าง”

ในแวดวงเกี่ยวกับสื่อบันเทิงในประเทศลาว มีการผลิตเพลงและหนังสือเท่านั้น ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพยนตร์เรื่อง “สะบายดี หลวงพะบาง” เป็นผลงานทุนสร้างจากเอกชน เรื่องแรกในรอบ 35 ปี การถ่ายทำเริ่มเดินทางจากปากเซ ซึ่งเป็นเมืองหลักทางภาคใต้ของลาว ต่อด้วยเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นดังเมืองหลักในภาคกลางของเขา แล้วก็หลวงพะบาง ซึ่งเป็นภาคเหนือ เมืองที่เป็นดั่ง มรดกโลก

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทอดวัฒนธรรม ผู้คน บ้านเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศลาว ในแบบที่คนภายนอกยังไม่เคยเห็นมาก่อน

 

สะบายดี หลวงพะบาง : รายชื่อทีมงาน

 

กำกับภาพยนตร์                            ศักดิ์ชาย ดีนาน.อนุสอน สิริสักดา

เรื่อง                                           ศักดิ์ชาย ดีนาน,อนุสอน สิริสักดา,

ดวงมะณี โสลิพัน

อำนวยการสร้าง                            อนุสอน สิริสักดา,ณัฐกูร มุทุกันต์,

สมชาติ พงคพนาไกร,อนันดา  เอเวอร์ริ่งแฮม

บทภาพยนตร์และดูแลการผลิต        ศักดิ์ชาย ดีนาน

กำกับภาพ                                   สิทธิพงษ์ กองทอง

          ออกแบบงานสร้าง                         ศิริพล ปราสาททอง

          ผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์                          เฉวงศักดิ์ ธรรมเจริญ

          จัดหาสถานที่                               พรเทพ ถั่วยั่งยืน

          ผู้จัดการกองถ่าย                           อัญชนา เตมิยาจล

          ผู้ช่วยผู้จัดการกองถ่าย                   จุฑาทิพย์ สกุลพิเชฐรัตน์

          ผู้ช่วยผู้กำกับ                                อดิเรก โพธิ์ทอง,พิพัฒน์ จอมเกาะ

          ออกแบบเครื่องแต่งกาย                 พริสร สุทธิศาสน์

          ควบคุมความต่อเนื่อง                     สายทิพย์ บุนยสมภพ

          ลำดับภาพ                                   สุรศักดิ์ ปานกลิ่น

          แต่งหน้า                                     เพ็ญกานต์ เปรมพิสุทธิ์

          ทำผม                                         อัสกรณ์ ศิริกุล

          Clapper Board 1                          ฟิลิปดา ศิริบูรณ์

          Clapper Board 2                          บัญชร สุขขำ

          ผู้แสดง                                       อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม,คำลี่ พิลาวง

 

 

ประวัติและผลงานของ ศักดิ์ชาย ดีนาน

ศักดิ์ชาย ดีนาน หรือเจ้าของชื่อเล่นว่า โป๋ย เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ สมัยเด็กชอบดูหนังกลางแปลงเป็นชีวิตจิตใจ ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ ใฝ่ฝันอยากเป็นคนทำหนัง เริ่มจากการเป็นคนเขียนบทเพราะพื้นฐานชอบการอ่านการเขียน ศึกษาวิธีการเขียนบทจากหนังสือหนัง รวมไปถึงการศึกษาวิธีการเล่าเรื่องจากการดูภาพยนตร์ต่างประเทศ

เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นพนักงานประจำตำแหน่งนักเขียนบทภาพยนตร์ให้กับอาร์เอสฟิล์มส์ยุคที่มีอดิเรก วัฏลีลา หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม “อังเคิล” กุมบังเหียนเมื่อปีพ.ศ.2539 ขณะอยู่ที่อาร์เอสฟิล์มส์ได้เข้าไปมีส่วนกับการเขียนบทภาพยนตร์หลายเรื่อง มีชื่อเป็นผู้เขียนบทร่วมภาพยนตร์เรื่อง "ฝันติดไฟหัวใจติดดิน" (2541), "ปาฏิหาริย์โอม-สมหวัง" (2541), "โคลนนิ่ง คนก็อปปี้คน" (2542) ลาออกจากอาร์เอสฟิล์มในช่วงต้นปีพ.ศ.2542 เพื่อมาเป็นนักทำหนังอิสระ

หลังจากนั้น กลับมาร่วมงานกับอังเคิลอีกครั้งที่ฟิล์มบางกอกในช่วงปีพ.ศ.2543 ในฐานะครีเอทีฟและที่ปรึกษาด้านบทภาพยนตร์ อาทิ "บางระจัน" (2543), "โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ" (2544) และ "พรางชมพู" (2545) ปัจจุบันมาเป็นคนทำหนังอิสระอีกครั้งหนึ่ง

 

ผลงานด้านบทภาพยนตร์             "ฝันติดไฟหัวใจติดดิน" (..2541)

"ปาฏิหาริย์โอม-สมหวัง" (พ.ศ.2541)

“เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด” (พ.ศ.2541)

"โคลนนิ่ง คนก็อปปี้คน" (พ.ศ.2542)

“ศพ” (พ.ศ.2549)

ผลงานด้านกำกับภาพยนตร์        “ก็เคยสัญญา” (พ.ศ.2548)

ผลงานกำกับเทเลมูฟวี่                “ไชน่าเกิร์ล” (พ.ศ.2547)

 

 

 

 

ประวัติและผลงานของ นายอนุสอน สิริสักดา

 

     อนุสอน สิริสักดา  เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2501 เรียนจบด้านภาพยนตร์จากเมืองเคียฟ ประเทศยูเครน เคยทำงานในแผนกภาพยนตร์  กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมมานาน รวมทั้งเคยทำงานในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ประเทศลาว   ก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจส่วนตัว  จนตั้งบริษัท Lao Art Media ในที่สุด

 

ผลงานด้านภาพยนตร์วีซีดี ผลิตให้โครงการยูนิเชฟ

 

พ.ศ.2532      กำกับเรื่อง “The Scare”

พ.ศ.2543      กำกับเรื่อง “The Lesson Of Life”

พ.ศ.2545      กำกับเรื่อง “A Father’s Heart”

 

 

ประวัติและผลงานของ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม  

 

  

 

ชื่อเต็มๆ ของเขาก็คือ อนันดา แม็ตธิว เอเวอร์ริ่งแฮม (Ananda Matthew Everingham) หรือชื่อเล่นว่า “บักจ่อย” เกิดเมื่อ 31 พฤษภาคม .. 2525 ปัจจุบันอายุ 26 ปี เป็นลูกครึ่ง ออสเตรเลีย-ลาว มีคุณพ่อชื่อ จอห์น เอเวอร์ริ่งแฮม เป็นนักข่าว ส่วนแม่ของ แก้ว สิริสมพร เป็นชาวลาว  

อนันดา เข้าสู่วงการตอนวัยรุ่น เมื่อ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณพบเข้าและชักชวนเข้าวงการ    เริ่มงานบันเทิงครั้งแรกกับภาพยนตร์เรื่อง อันดากับฟ้าใส ร่วมแสดงกับนักแสดงชั้นนำ อย่างพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงและสินจัย เปล่งพานิช หลังจากนั้นได้หายหน้าจากวงการไปพักใหญ่ และได้กลับมาอีกครั้งกับละคร เรื่องทะเลฤๅอิ่ม ของหม่อมน้อย  หลังจากนั้นก็มีผลงานการแสดงเรื่อยมา รวมไปถึงการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า และถ่ายแบบตามนิตยสาร  จนในปี พ.. 2547 อนันดาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผลงานบันเทิงยอดเยี่ยมหรือ STAR ENTERTAINMENT AWARDS จากเรื่องชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ และเมื่อปี 2550 ได้รับรางวัลดาวรุ่งจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ทางด้านธุรกิจ ได้ตั้งบริษัท เฮโล โปรดักชั่น รับทำงานอีเวนต์เกี่ยวกับงานศิลปะ อีกทั้งยังเคยมีธุรกิจร้านอาหารกึ่งผับกึ่งรีสอร์ตที่เกาะเสม็ด แต่ปัจจุบันได้เลิกกิจการอย่างหลังนี้ไปแล้ว

 

ผลงานการแสดงของอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม

ผลงานภาพยนตร์              อันดากับฟ้าใส (พ.ศ.2541)

303 กลัว กล้า อาฆาต (..2542)

คนสั่งผี (..2546)

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (..2547)

Febuary 29 (..2549)

Me Myself ขอให้รักจงเจริญ (..2550)

Pleasure Factory (..2550)

ดึกแล้วคุณขา (..2550)

พลอย (..2550)

Memory รัก หลอน (..2551)

สะบายดี หลวงพะบาง (..2551)

Happy Birthday (..2551)

ปืนใหญ่จอมสลัด (..2551)

The Coffin (..2551)

อินทรีย์แดง (..2551)

ผลงานภาพยนตร์สั้น         Twelve Twenty [พ.ศ.2549] 

 

 

ประวัติและผลงานของ คำลี่ พิลาวง

 

 

คำลี่ พิลาวง ปัจจุบันอายุ 19 ปี กำลังเรียนชั้นปีที่ 1คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งเมืองเซียะเหมิน ประเทศจีน โดยธรรมชาติแล้วเป็นคนสนใจด้านการแสดงและชอบแสดงออก หากมีโอกาสได้ทำกิจกรรมด้านนี้ก็ชอบที่จะเข้าร่วมด้วยเสมอ

คำลี่เคยประกวดและชนะเลิศมิสลักซ์  ปัจจุบันเธอมีงานเดินแบบและมีงานถ่ายแบบตามนิตยสาร “สะบายดี หลวงพะบาง” เป็นการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกของเธอ

บทสัมภาษณ์ ผู้กำกับ และ นักแสดงนำ

 

สะบายดี ศักดิ์ชาย ดีนาน

สะบายดี บทภาพยนตร์

 

         

          แรงบันดาลใจมักจะไม่ค่อยมาเวลาที่เราต้องการ  แต่กลับพบเจอง่ายๆ ยามที่เราไม่ได้บีบคั้นตัวเอง “สะบายดี หลวงพะบาง” ก็เป็นเช่นนั้น  ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการที่ผู้กำกับหนุ่มได้เดินทางไปเที่ยวปากเซ  ซึ่งอยู่ไม่ห่างสุรินทร์บ้านเกิดของเขา ถึงกระนั้นก็ไม่เคยไปสักที  จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ไปปากเซครั้งแรก ศักดิ์ชายก็รู้สึกประทับใจกับเมือง ภูมิประเทศ ธรรมชาติ ผู้คนก็น่ารักดี เหมือนเข้าไปแล้วหลงรัก เขาก็เลยเอาเรื่องนี้มาเขียน ชายหนุ่มจากเมืองใหญ่ที่เข้าไปยังบ้านเมืองแห่งหนึ่งที่เงียบสงบ แล้วก็พบจุดเปลี่ยนทางความคิด ส่วนในแง่ที่ว่า ตัวละครเอกอาจจะอิงมาจากตัวเขา เขาก็รู้สึกว่ามันก็มาจากการเขียนบท เขียนจากเรื่องใกล้ตัว มุมมองที่เรารู้จัก แต่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องของเราอย่างเดียว  คนอื่นที่ไปท่องเทียวยังลาวก็อาจจะเจออะไรแล้วชอบแบบนี้ได้ ทำแบบในเรื่องนี้ได้  รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่คนจากเมืองใหญ่ไปที่ลาวแล้วก็อาจจะตกหลุมรักแบบนี้

ในมุมมองของศักดิ์ชาย โดยความที่เขาเป็นคนอีสาน เข้าใจคนอีสานประมาณหนึ่ง เขาเห็นว่คนอีสานก็มีความคล้ายคลึงกับคนลาวอยู่ในหลายๆ เรื่อง ตอนไปที่ลาว ได้คุยกับคนเฒ่าคนแก่ ก็รู้สึกเหมือนว่าได้คุยกับป้าแถวบ้าน การใช้ชีวิตแบบพอเพียง วิธีคิดหรือวัฒนธรรมแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องคุ้นเคยมาก   ความเป็นไทยกับลาวก็ไม่ต่างกันมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนในวิถีชีวิต สะท้อนในความคิดของหลายๆ คน ซึ่งในมุมมองของคนที่เกิดและเติบโตที่ภาคอีสาน พอนั่งฟังคนลาวพูดแสดงทัศนคติ แล้วเราก็สามารถเข้าใจได้ เราเดินไปไหนแม้จะไม่รู้จักกัน เจอนลาวเขาก็จะแบบเรียกกินข้าว                          

อย่างคนสมัยใหม่ ในการรับสื่อต่างๆ เขาก้ใกล้เคียงกับคนไทย  การไปมาหาสู่กันก็มีโดยง่าย  คนไทยก็ไปเที่ยวลาวเยอะ ความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ภาษาที่ใกล้เคียงกัน เชื่อได้เลยว่าหลายคนไปเป็นประเทศนี้แล้วสบายใจที่สุดเพราะไม่ต้องใช้ล่าม ไปประเทศอื่นลำบากมากกว่า ไปลาวสามารถไปไหนมาไหนพูดคุยกับใครได้ง่ายๆ เหมือนอยู่บ้านเรา 

 

          

 

แต่ภาพโรแมนติกตามท้องเรื่อง ใช่ว่าอยู่ๆ จะนึกขึ้นมาได้ ต้องอาศัยการสร้างมโนภาพขึ้นมาเล็กน้อย ศักดิ์ชายได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า

 

‘ตอนเขียนพล็อตกับทรีตเมนต์เรื่องนี้ ผมจะหามู๊ดที่เป็นบรรยากาศของหนัง ผมฟังเพลงฮักกันแต่ชาติก่อน ของต่ายอรทัย  ผมฟังเพลงนี้ไปเขียนเรื่องไปด้วย แล้วก็มีภาพถ่ายของผู้หญิงลาวที่ตัวเองประทับใจ รู้สึกว่าน่ารักดี น่าจะเอามาเป็นคาแร็กเตอร์นางเอกของเรื่องได้ เขียนเป็นบทจบแล้ว เข้าไปที่ลาวที่เวียงจันทร์ เข้าไปคุยกับคุณอนุสอนที่เป็นประธานของ Lao Art Media ก็พูดคุยปรึกษากัน เขาก็มาช่วยปรับช่วยแก้ คอมเมนต์ ทั้งเรื่องทัศนคติต่างๆ คุณอนุสอนเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมาก่อน และเขาก็เคยเรียนด้านภาพยนตร์ เขาก็ช่วยปรับ จนไม่น่าจะมีข้อทวงติง เสร็จแล้วก็ให้เขาช่วยส่งบทไปที่กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนปรกติของการจะขออนุญาติถ่ายทำหนังที่นั้น ยื่นเรื่องไปประมาณหนึ่งเดือนเขาก็คอมเมนต์กลับมา แต่เป็นในเชิงรายละเอียดมากกว่าไม่ได้เป็นโครงเรื่อง เพราะภาพรวมเขายอมรับ แล้วเราก็เตรียมงาน ไปแคสติ้ง ไปสำรวจโลเคชั่น แต่เรื่องนี้เดินทางไปสามเมือง ปากเซ เวียงจันทร์ และก็หลวงพะบาง'

 

ศักดิ์ชายให้เหตุผลที่เป็นสามเมืองนี้ว่า ปากเซเป็นเมืองหลักของภาคใต้ของลาว เวียงจันทร์ ก็เป็นเหมือนเมืองหลักของภาคกลางของเขา แล้วก็หลวงพะบาง ซึ่งเป็นภาคเหนือ เมืองเก่าๆ เป็นมรดกโลก ที่เป็นสามเมืองนี้ถือเป็นเมืองหลักๆ เส้นทางของตัวละครที่ไป เหมือนน่าจะไปทางเนี่ย รวมทั้งเป็นจุดที่ตัวละครไกด์น่าจะปรากฎตัวอยู่ เพราะปากเซเป็นเหมือนธรรมชาติ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยว และช่างภาพชอบมาถ่ายภาพ และพระเอกพยายามจะเดินทางจากเมืองนี้เพื่อไปบ้านญาติ โดยให้ไกด์นางเอกพาไป เรื่องก็จะเกิดจากตรงนั้น แม้ว่าจะเดินทางลำบาก  อย่างจากเวียงจันทร์ไปหลวงพะบาง ขึ้นเขาสองร้อยกิโล ซึ่งประมาณแม่ฮ่องสอนไปเชียงใหม่ ถือว่าลำบากสำหรับการขนอุปกรณ์กล้องและไฟ แต่มันก็เหมือนหนัง Road Movie ที่ถ้าไม่ไปให้สุดเมืองที่เขาเล่าลือกัน ก็คงน่าเสียดาย เลยตั้งใจว่าจะไปถ่ายทำ ณ สามเมืองนี้

 

สะบายดี ผู้กำกับ

“สะบายดี หลวงพะบาง” ค่อยๆ เดินหน้าไป และถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ทำงานที่ดีสำหรับผู้กำกับ เมื่อเริ่มไปถ่ายทำ เมื่อยื่นเรื่องเรียบร้อยดี ทีมงานก็ไม่พบปัญหาอะไร อาจจะติดก็ความยากในการที่จะประหยัด พราะค่าใช้จ่ายซึ่งมีค่อนข้างจำกัด แล้วค่าอาหาร ค่าที่พักต่างๆ จะแพงกว่าของบ้านเราค่อนข้างมาก ทำให้ทีมงานมีโอกาสได้พักผ่อนสบายๆ ค่อนข้างน้อย ตัวศักดิ์ชายได้เล่าย้อนถึงเรื่องเล่านี้ว่า  ‘อย่างเช่นที่ไปถ่ายปากเซ เดินทางไปถึงวันที่ 24 ถ่าย 25-30 ไม่มีพักเลย จริงๆ แล้ว  ยกกองถ่ายจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ จะใช้เงินน้อยกว่าไปถ่ายในลาวนะ น้ำมันรถก็แพงกว่าเราลิตรละ 8 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 บาท’ แต่ถึงอย่างนั้น ทีมงานทุกคนก็ยังมีความสุขดี ไหนจะเพราะขอความร่วมมือจากคนลาวง่าย  นิสัยของเขาค่อนข้างจะน่ารัก ให้การต้อนรับกองถ่ายเป็นอย่างดี ขออะไรก็ได้ง่ายๆ การขอสถานที่ถ่ายทำขอยืมอะไรมาเข้าฉาก  ผู้กำกับหนุ่มคิดว่าเพราะทางคนลาวเองก็สนุกด้วยกับการได้เห็นกองถ่ายอะไรแบบนี้  เขาได้ดูหนังอะไรมาเขาก็คงอยากเห็นกองถ่ายหนัง อยากรู้ว่าทำงานกันอย่างไร และนี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ  

“สะบายดี หลวงพะบาง” ใช้เวลาถ่ายทำสามเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเข้าไปถ่ายเวียงจันทร์ ถัดมา เดือนธันวาคมเข้าไปถ่ายปากเซ และลงท้ายที่เดือนมกราคมซึ่งไปถ่ายที่หลวงพะบาง และยกกองถ่ายเข้าไปแต่ล่ะที่แล้วก็ค่อยกลับมาเมืองไทย ไม่ได้ถ่ายทำรวดเดียวจบ เพราะเป็นเรื่องของคิว เนื่องจากอนันดาก็มีงานค่อนข้างมากพอสมควร นับเป็นวันถ่ายก็ได้ 13 วัน สำหรับศักดิ์ชาย ถือว่าไม่น้อย ดูจากเนื้องานที่ทำออกมา ‘อาจจะเป็นเพราะวิธีการทำงานมันเข้ากับสไตล์ของหนัง  เราเดินทางไปพร้อมกับตัวละครในเรื่อง  ใช้วิธีเตรียมตัวก่อนถ่ายให้เยอะ ประกอบกับมีตัวละครน้อย เลยสามารถทำให้ถ่ายได้เร็ว’

 

       

 

สะบายดี นักแสดง

สำหรับศักดิ์ชาย อนันดานั่นถือว่าเหมาะสมสำหรับบทนี้เป็นอย่างยิ่ง  ในแง่ของการทำงาน เขาเป็นนักแสดงที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความเข้าใจในบทที่เขาเล่น ในเรื่องนี้อนันดาก็เข้ามามีส่วนพูดคุยตั้งแต่บท เขาก็มีความเห็นมีไอเดีย เข้ามาเสริมเข้ามาช่วย ศักดิ์ชายยังรู้สึกอีกด้วยว่า ‘นี่ก็เป็นหนังที่เขาเล่นแล้วมีตัวละครที่ใกล้เคียงเข้ามาก มีวัยเดียวกัน รายละเอียดของตัวละครเป็นลูกครึ่งที่ไปบ้านเกิดของพ่อ เขาเล่นได้เป็นธรรมชาติ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้อนันดามาเล่น’

ส่วนนางเอกของเรื่อง ตอนแรกก็กังวลเพราะว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์อะไรมาก่อน มีก็แต่ประกวดมิสลักส์มา แล้วก็ถ่ายภาพนิ่ง กลัวอยู่เหมือนกันว่าเขาจะไหวไหม แต่พอผ่านไปสักวันสองวัน เราก็รู้สึกว่าเป็นการเลือกที่เหมาะสมที่สุด เขามีความเป็นธรรมชาติของเขาน่ะ คือตัวละครตัวนี้จะเป็นไกด์ที่ พาใครไปก็หลง เขาเล่นออกมาเขาก็เล่นได้อารมณ์  มีอยู่ซีนที่เขาต้องน้อยใจแล้วร้องไห้ กลายเป็นว่าเขาเล่นแค่เทคเดียวก็ผ่าน ร้องไห้ได้เลย ไม่ต้องรอทำอารมณ์ก่อน หรือตัวประกอบคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี เป็นธรรมชาติกันดี ไม่ได้ตื่นเต้นกับการเจออนันดา หมายถึงเจอกันอาจจะมีถ่ายรูปบ้าง แต่พอเมื่อต้องแสดงก็ไม่เกร็งไม่เขิน ก็สามารถทำงานออกมาได้ดี

 

สะบายดี วันพรุ่งนี้

ถ้าถามว่าสิ่งที่ตัวผู้กำกับหนุ่มคาดหวังมากที่สุดจากการทำหนังเรื่องนี้  เขาสามารถตอบได้อย่างไม่ลังเลยว่า เขาอยากให้เป็นก้าวแรกของการกลับมาสร้างหนังในลาว ‘จะมีใครก็ได้ทำต่อ  เหมือนเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาว่าจะถ่ายทำอย่างไร? จะเอาอุปกรณ์จากเมืองไทยเข้าไปอย่างไร? ถ้าหนังเรื่องนี้ออกมรายได้ไม่เลวร้าย ก็น่าจะส่งผลดีมีคนอยากทำหนังในลาว อยากลงทุนต่อเนื่องไป มันน่าจะดีถ้ามันเกิดขึ้น’

สะบายดี อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม (นักแสดงนำและร่วมอำนวยการสร้าง)

 

 

สะบายดี ภาพยนตร์

ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงที่ถือเป็นอนาคตสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยอีกคนหนึ่ง สำหรับอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ผู้ที่ได้ชื่อว่าทุ่มเทให้กับการแสดงของตัวเองอย่างเต็มที่ หลายครั้งทีเดียวที่เขาต้องประสบกับความเครียด อันเนื่องจากความพยายามที่จะเข้าให้ถึงบทบาทและกลายเป็นตัวละครตัวนั้นอย่างแท้จริง  อนันดายังได้ชื่อว่าเป็นคนที่เลือกบท และจะไม่ยอมเล่นหนังสักเรื่องเพียงแค่ค่าตัว แต่งานชิ้นนั้นต้องเป็นงานที่น่าสนใจจริงๆ เป็นงานที่เขาสามารถทำและลงแรงไปกับมันด้วยความมุ่งมั่นได้  บางทีบ่อยครั้ง เขาก็เลือกจะร่วมงานกับคนทำหนังที่น่าสนใจ อย่างนนทรีย์ นิมิบุตร,เป็นเอก รัตนเรือง หรือวิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง หรือคนทำหนังตัวเล็กๆ ที่มีความตั้งใจอย่างสันติ แต้พานิช  บางครั้ง แค่มีความตั้งใจทำหนังที่ดีของผู้กำกับ ก็สามารถเชื้อเชิญให้อนันดาเข้าร่วมหัวจมท้ายมาร่วมแสดงได้

และนั้นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำพาเข้ามาสู่การรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “สะบายดี หลวงพะบาง” เขาอธิบายว่าสาเหตุไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก คือเกิดจากการที่ผู้กำกับ คุณศักดิ์ชาย ดีนาน เอาบทมาเสนอ  ‘เขามาแบบซื่อๆเลย โทรติดต่อมาทางเรา บอกว่ามีหนังเรื่องหนึ่งอยากจะคุยด้วย ก็ไม่ได้ดูมั่นใจกับมันเท่าไหร่ เขาไม่แน่ใจว่าจะทำเป็นหนังแผ่นหรือทำเป็นหนังฉายโรง  ตอนแรกเขามาคุยกับผมก็คิดว่าผมอาจจะไม่เล่นเพราะว่ามันเป็นหนังฟอร์มเล็กๆ แต่ตอนที่ผมได้ยินเกี่ยวกับโปรเจ็คท์นี้  ผมก็ได้รู้ว่าเขามีจุดประสงค์ที่ดีมาก คือเขาไม่ได้หาผมเพราะรู้สึกว่าถ้าผมเป็นดารานำ หนังต้องได้เงิน ต้องดังอะไรแบบนั้น  เขาถนัดทำงาน และบทนี่ก็เป็นงานส่วนตัวสำหรับเขา ผมรู้สึกว่าพี่โป๋ยนี่เขาทำงานเพราะเขาอยากที่จะทำมันจริงๆ ก็เลยตกลงร่วมงานกับเขา  สำหรับในเหตุผลส่วนตัวของผม ก็มีเยอะแยะนะครับ เช่นเป็นบ้านเกิดของแม่ และอื่นๆ’ 

เมื่อได้อ่านบทครั้งแรก อนันดาก็รู้สึกชอบทันที  เพราะสำหรับเขาถือเป็นบทที่น่ารักและใสๆ ให้ความรู้สึกบรรยากาศของต่างจังหวัด แต่ก็เหมือนบทหนังเรื่องอื่นๆ คือเมื่ออ่านครั้งแรกแล้วรู้สึกว่ามีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงกัน  ซึ่งการปรับปรุงนี้มันก็เกิดจากหลายๆ เหตุผล  ทั้งจากความต้องการของผู้กำกับเอง หรือมาจากความเห็นของอนันดา หรือมาจากทางฝั่งลาวที่ขอให้รักษาวัฒนธรรมของเขา แต่การแก้ไขบทไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ยังคงรักษาซึ่งหัวใจดั้งเดิมเอาไว้ได้อยู่ อนันดาชอบในความง่ายๆ ตรงๆ และไม่พยายามทำตัวซับซ้อนอะไร

 

สะบายดี (ตำแหน่ง) ร่วมอำนวยการสร้าง

ในตอนแรกเมื่อถูกทาบทาม อนันดาก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จะขึ้นมารั้งตำแหน่งอำนวยการสร้างด้วย แต่ก็เป็นไปแล้วและนี่เป็นครั้งที่สองที่เขามาเกี่ยวพันในลักษณะนี้ หลังจากที่เคยทำมาใน “ดึกแล้วคุณขา” งานกำกับของสันติ แต้พานิช

 

อนันดาเล่าถึงเหตุผลที่เข้ามาเป็นอำนวยการสร้างให้ “สะบายดี หลวงพะบาง” ว่า ‘เรารู้สึกว่าหนังอย่างนี้มันสามารถทำอะไรได้เยอะน่ะครับ มันมีแง่มุมอื่นนอกเหนือจากความเป็นหนังน่ะครับ ด้วยเป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายสิบปีของประเทศลาว เป็นเครื่องมือในการช่วยเปิดตัวประเทศลาวออกไปสู่ระดับนานาชาติให้เห็นว่า  ประเทศลาวมีอะไรมากกว่าที่หลายๆ คนคิดกัน  ด้วยเหตุผลพวกนี้ทำให้ผมอยากจะมาช่วยผลักดันหนังด้วย มาช่วยเอาสารตรงนี้ให้เดินทางกว้างออกไป  ซึ่งตรงนี้ก็เลยต้องทำให้เป็นอำนวยการสร้างช่วยดันหนังออกไปตามเทศกาลหรือตลาดต่างประเทศ  เพราะในทีมงานสร้าง หรือในฝั่งนายทุนผู้ออกเงิน ถึงจะมีอำนาจในการสร้างหนังออกมา แต่ก็เป็นการทำหนังเรื่องแรกของเขา  มีแต่ผู้กำกับที่มีประสบการณ์  เรื่องการฉายในไทยเราก็ไม่ค่อยไปยุ่งกับเขาหรอกครับ  แต่ต่างประเทศ เราบอกกับทางผู้สร้างว่า เราขอรับผิดชอบตรงนี้  ก็เป็นอำนวยการสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนน่ะ มันอาจจะยุ่งยากตรงเรื่องของการสื่อสารเฉยๆ อำนวยการสร้างคือลงทุน หาเงินทุนมาสร้าง และหาวิธีเอาเงินทุนคืน  มันเป็นเรื่องของการคุยกับคน ส่งข้อมูล มันไม่ยาก สุดท้ายอยู่ที่เนื้อหนังแหละว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน’

 

สะบายดี การทำหนัง

สำหรับอนันดา ตัวละครช่างภาพที่เขารับบทในเรื่องนี้ ถือว่ามีความใกล้เคียงกับตัวของเขาไม่น้อย ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะทำให้เขาต้องทำงานยากเย็นอะไร  เพราะสำหรับอนันดาแล้ว การทำงานในหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องอื่นเลย เนื่องจากในบทภาพยนตร์มีบทพูดที่ค่อนข้างเยอะ  และมีเรื่องราวที่จะต้องเล่าอยู่มากภายใต้ข้อจำกัดในการทำงานที่สูง คือเวลาในการถ่ายทำเพียง 13 วันเท่านั้น แถมยังเป็นเรื่องของการเดินทางด้วย ทำให้การทำงานค่อนข้างเป็นการแข่งกับเวลา อนันดาพูดถึงวิธีการทำงานในหนังเรื่องนี้ว่า ‘เราต้องทำให้เนียน เราต้องพยายามนึกถึงเรื่องตลอดเวลาว่า เออ นี่เป็นช่วงไหนของหนัง ต้องเล่าอะไรบ้าง เพราะว่าหนังเกิดขึ้นเร็วมาก เราถ่ายตรงนี้เสร็จปุ๊บ ก็ต้องย้ายไปถ่ายตรงอื่นต่อทันที ต้องมีความพร้อมอย่างสูง บางทีก็มีการช่วยๆ เตือนกันว่า เออ อันนี้อาจจะยังไม่ได้ถ่ายนะ  เรามีข้อจำกัดตรงที่ทุนและเวลาที่มีอยู่น้อย ถ่ายถึงเที่ยงคืนทุกวัน’

 

 

ถึงจะเหนื่อยแต่อนันดาก็ยังรู้สึกสนุก เขายังมีโอกาสได้สัมผัสความสวยงามของบ้านเมือง สำหรับเขาเอง ถึงแม้การทำงานจะเป็นการทำหนัง แต่ก็กึ่งๆ เหมือนไปเที่ยวด้วย มีคนมาเยี่ยมและเที่ยวไปด้วยกันกับเขา

ทางด้านการทำงานร่วมกับนักแสดงลาว ที่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นมือสมัครเล่นไม่เคยผ่านการแสดงมาก่อน ถือเป็นเรื่องน่าประทับใจสำหรับพระเอกหนุ่มคนนี้เป็นอย่างดี เพราะเขามีโอกาสได้เห็นความสดในการแสดง ก็เล่นไปตามความรู้สึกที่บทเขียนไว้ เศร้าคือเศร้า สุขคือสุข สำหรับอนันดา นักแสดงแบบนี้ช่วยทำให้มีพลังในการแสดง เพราะเป็นการแสดงที่จริงใจ  

‘เขาไม่คิดเรื่องต้องหาเหลี่ยมหามุข คอยมาดูว่ากล้องตรงนี้ถ่ายโคลสอัพหรือยัง พวกที่รู้เยอะก็จะแบบ กล้องตรงนี้ยังไม่ถึงหน้าฉัน ฉันก็จะเล่นแค่นี้  ไว้ให้เห็นหน้าฉันชัดๆ ค่อยแสดงเต็มที่  แต่พวกนี้เขาไม่สนน่ะ จะถ่ายเขาแคบหรือกว้างเขาก็เล่นด้วยระดับที่เท่ากันหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่นักแสดงควรจะทำ’

สำหรับการทำงานในประเทศลาว ในฐานะกองถ่ายหนังเรื่องแรกในรอบ 35 ปี การทำงานก็เป็นไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางความสนใจของผู้คนชาวลาว อาจจะให้ความสนใจมาก  อนันดาเข้าใจตรงนี้ดี เพราะอยู่ดีๆ กองถ่ายก็ไปปรากฎบนถนนหนทาง มีกล้องตัวใหญ่ๆ คนเขาก็อาจจะมองเหมือนว่า พวกกายกรรมมาแสดงอะไรเหรอเปล่า? เนื่องจากทางทีมช่างไฟนั้นจะใส่เสื้อเหมือนกันหมดไม่ต่างอะไรกับคณะกายกรรม พระเอกหนุ่มจำได้ว่ามีคนมามุงดูการถ่ายทำในทุกวัน และมามุงดูตลอดทั้งวันเลย แล้วบรรดาคนที่มามุงกองถ่ายก็จะขอถ่ายรูปกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นทีมงานหรือนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเล็กหรือใหญ่  ถือเป็นเรื่องที่น่ารักดีสำหรับเขา 

 

 

 

ส่วนการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ขณะถ่ายทำ ระหว่างอนันดากับผู้กำกับ  ก็ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันปรกติในขั้นตอนการทำงาน  อันไหนที่เขารู้สึกว่าโอเค แต่ในใจหนึ่งก็จะคิดว่าทำให้มันดีขึ้นมาอีกได้  อนันดาก็จะบอกผู้กำกับไปตรงๆ ซึ่งฝ่ายหลังก็เปิดใจยอมรับเสมอ  อนันดาพูดถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับว่า ‘เขาไม่ใช่คนที่ยึดเอาแต่ความคิดเขาเป็นหลักอย่างเดียว  ก็แชร์กัน มันก็เป็นเรื่องของแกแหละ เราไม่ได้ไปบอกเขาว่า เออ เรื่องมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ  เราก็จะมองในส่วนของเราว่า เออแสดงแบบนี้นะดีกว่าไหม ฉากนี้เหตุการณ์ควรจะปรับออกมาให้เป็นอย่างนี้ไหม แกก็รับฟัง การทำงานระหว่างเราก็ราบรื่นดีครับ’

         

สะบายดี แผ่นดินแม่

             สำหรับพระเอกหนุ่ม ลาวคือบ้านเกิดของแม่ คือแผ่นดินที่เขามีความผูกผันด้วยอย่างลึกซึ้ง การได้ไปถ่ายหนังเรื่องนี้จึงมีความหมายต่อเขามากเป็นพิเศษ เมื่อถามเขาว่า สำหรับเขาแล้ว มนต์เสน่ห์ของลาวคืออะไร เขากล่าวว่าให้เขาพูดแทนคนไทยมันคงยากนิดหนึ่ง ‘แปลกอย่างหนึ่งตรงที่ เราเป็นคนลาวก็จริง แต่เราโตที่นี่  ด้านหนึ่งเราก็จะรู้สึกว่าเป็นคนไทยมาตลอด แต่ด้วยสัญชาติด้วยบ้านเกิดของแม่นี่  จริงๆ แล้วเราเป็นคนลาว เราอยู่ที่นี่ พูดภาษาไทยอยู่กับคนไทย พอไปที่ลาว คนลาวเขาก็จะมองผมเป็นเหมือนพี่น้อง ก็จะปฎิบัติเหมือนเราเป็นคนในครอบครัว  ดังนั้นการที่ผมจะพูดแทนคนลาวหรือประเทศลาวมันยากน่ะครับ ยากที่จะพูดเป็นส่วนรวมได้ แต่ถ้าเอาแค่ส่วนตัว มันมีสิ่งดีมากระหว่างสองประเทศ’

ก่อนอื่น  อนันดาอยากให้คนมองว่าไม่มีประเทศไหนเหมือนเราเท่าประเทศลาวอีกแล้ว ‘อย่างสมมุติถ้าเราเป็นคนไทยเนี่ย เราต้องจำไว้ก่อนว่ามันมีประเทศเดียวที่เหมือนประเทศไทยนั้นก็คือลาว คนก็เหมือนกัน อาหารก็เหมือนกัน สำหรับคนไทยมนต์เสน่ห์อาจจะอยู่ตรงที่ว่า มันมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของของวิถีชีวิต การอยู่กินกันอย่างพอเพียง ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ   คนไทยที่ได้ไปที่ลาวบางคนเห็นแล้วก็อาจจะบอกว่า  เออ บ้านเมืองเขาคล้ายกับที่บ้านเรามาก’

‘ ไม่ว่าจะไปปีที่แล้วหรือปีนี้ อะไรที่เคยเป็นมาเมื่อ 20-30 ปีก่อนตอนนี้ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น  คือเขาก็จะมองในด้านดีพูดถึงด้านดีๆ ไม่มองในเชิงลบ เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เขาอาจจะไม่เคยได้เห็นหรือรับรู้ อย่างคนสูงอายุ เมื่อมาเยื่อนลาวก็อาจจะย้อนนึกไปถึงวัยเด็กของเขา ประมาณว่า เออ เราไม่ได้เห็นสภาพบ้านเมืองอะไรแบบนี้มานานแล้ว ส่วนถ้าเป็นฝรั่งเนี่ยอาจจะมีน้อยที่รู้สึกแบบนี้ อย่างในมุมมองของผม ผมรู้สึกว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่จิตใจดี รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่คนที่ลาวเขาจะเป็นยิ่งกว่าเรา นิสัยของเขาบริสุทธิ์และสะอาดยิ่งกว่าเรา ซึ่งอาจจะเพราะว่าด้วยการที่โลกและวิถีคิดแบบสังคมสมัยใหม่เข้าไปที่ประเทศของเขาช้ากว่าเรา ซึ่งมันก็จะมีความกร้านโลก  ตามลักษณะ นิสัยของคนสังคมเมืองใหญ่เข้ามาด้วย’

 

สะบายดี อนาคต

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อนันดาเข้ามาทำหนังเรื่องนี้ คือเขาอยากให้หนังประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากให้ทำเงินถล่มทลาย เขาหวังเอาไว้ว่าผลงานชิ้นนี้จะเป็นตัวเปิดทางให้คนที่ลาวได้มีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ได้ถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดของตัวเองออกมาเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่ง แบบเช่นการสร้างภาพยนตร์  อนันดากล่าวว่าเขาจะรู้สึกภูมิใจมาก ถ้าหากคนได้มาเห็นภาพในหนัง ได้เห็นธรรมชาติ และคิดว่าสถานที่ต่างๆ ที่ได้เห็นล้วนน่าไปเที่ยว น่าไปถ่ายทำหนัง  ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี  เพราะจะช่วยให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่โน้นได้เกิดขึ้นมา

 


สะบายดี อนุสอน สิริสักดา (ผู้กำกับร่วม,อำนวยการสร้าง)
         

สำหรับอนุสอน สิริสักดา เขาได้อธิบายถึงความหมายว่าสบายดี..เป็นคำง่ายๆ ที่ใช้แทนความเป็นคนลาวได้ดีที่สุด  อีกอย่างหนึ่งคือ เมืองหลวงพะบางเป็นเมืองมรดกโลกที่ใครๆ ต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีชื่อว่า “สะบายดี หลวงพะบาง”

สำหรับคุณอนุสอน เมื่อได้รับการติดต่อจากทางศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับชาวไทย เขาก็มองเห็นว่า โครงการภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสอันดีของประเทศลาว ที่จะได้เปิดตัวแก่นานาชาติในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว หรือการพัฒนาไปเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่อไป 

อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าของประธาน Lao Art Medid  ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างและผู้กำกับ "สบายดีหลวงพะบาง" ว่า หนังเรื่องนี้จะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นคนลาวในมุมมองที่ถูกต้อง ได้เห็นธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีและเสน่ห์ของเมืองลาว”